decoration decoration decoration
decoration
leaf leaf leaf leaf leaf
decoration decoration

ขจัดปัญหาอ้วนลงพุงด้วยวิธีธรรมชาติ

ความอ้วน นอกจากทำให้คุณสาวๆ สวยน้อยลงแล้ว ยังขาดความมั่นใจ แถยังเป็นสาเหตุของสารพัดโรคอีกด้วย ยิ่งอ้วนมากก็ยิ่งมีโรคมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่อ้วนลงพุง คือ มีสะโพกเล็ก ไหล่กว้าง และพุงใหญ่ เป็นภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในบริเวณช่องท้องมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นลักษณะอ้วนที่เป็นอันตรายมากที่สุด เพราะจะนำมาซึ่งโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และหลอดเลือด วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ในการขจัดปัญหาอ้วนลงพุงด้วยวิธีธรรมชาติมาฝากกันค่ะ

5.

  1. ออกกำลังกาย คุณควรออกกำลังกายบ้าง อย่างน้อยประมาณวันละ 30 นาที ให้ได้สัปดาห์ละ 3 ครั้งหรือทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ หรือทำกิจกรรมเคลื่อนไหวกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่องด้วยค่ะ
  2. ลดปริมาณแอลกอฮอล์ คุณควรดื่มแอลกอฮอล์ไม่ให้เกินวันละ1 แก้ว สำหรับผู้หญิง หรือ 2 แก้วสำหรับผู้ชาย และไม่ควรดื่มทุกวัน เพราะจะมีโอกาสดื่มเกินที่กำหนดไว้นั่นเองค่ะ
  3. ปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ควรกินอาหารอย่างถูกต้อง เหมาะสมและจริงจังเพิ่มการทานอาหารที่มีปริมาณกากใยมาก เช่น ขนมปังโฮลวีท ข้าวกล้อง และผลไม้ที่ไม่หวานจัด ส่วนอาหารจำพวกถั่วเป็นของดีที่มีกากใยมาก แต่ก็ให้พลังงานมากด้วยเช่นกัน ถ้ากินมากเกินไป ที่สำคัญอาหารจำพวกผักเป็นสิ่งที่บริโภคได้มากไม่จำกัด และควรเลือกทานอาหารประเภทนึ่ง ต้ม หรือย่าง ใช้ความหวานตามธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการปรุงรสเพิ่ม

ปัญหาอ้วนลงพุง ส่วนใหญ่มักเกิดจากรูปแบบการใช้ชีวิตและพฤติกรรมการกินที่คล้ายคลึงกัน คือชอบกินอาหารมากเกินความจำเป็นโดยเฉพาะอาหารหวาน มัน น้ำหวานในรูปต่างๆ และไม่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ การลดน้ำหนักตัวเพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์จากน้ำหนักเดิม ก็สามารถช่วยให้การทำงานต่างๆ ของร่างกายดีขึ้นได้ และลดโอกาสเป็นโรคร้ายได้มากขึ้นด้วยค่ะ

ลดความอ้วนด้วยลูกสำรอง

เดี๋ยวนี้ความอ้วนไม่ใช่ภาวะ น้ำหนักเกินแบบธรรมดาอีกแล้ว เพราะในทางการแพทย์ถือว่าเป็นภาวะของโรคอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู้โรคอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คนอ้วนมีอายุสั้นลง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ในการลดความอ้วนด้วยน้ำสำรองมาฝากกันค่ะ

4.

สรรพคุณ  ลูกสำรองเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่คนอ้วนทั้งหลายควรสนใจ เพราะสามารถช่วยลดความอ้วน ล้างไขมันในลำไส้ และดูดซับไขมันเอาไปทิ้งพร้อมกับการขับถ่าย เนื่องจากฤทธิ์ในการระบายของวุ้นสำรอง หรือ การพองตัวของวุ้นสำรองที่คล้ายกับบุก ล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญ ที่ควรจัดเป็นเมนูเครื่องดื่มประจำสำหรับสาวๆ ที่กำลังไดเอททั้งหลาย โดยเฉพาะคนที่มีพุง การกินน้ำสำรอง จะเข้าไปช่วยดูดซับไขมันในลำไส้และกระเพาะอาหาร อุ้มไขมัน เพื่อให้ทิ้งไปพร้อมกับการขับถ่าย ถ้ากินตอนเช้าจะช่วยลดหน้าท้องได้ดี นอกจากนี้ลูกสำรองยังมีกากใยสูง เมื่อกินเข้าไปแล้ว จะช่วยชะล้างไขมันที่สะสมอยู่ในลำไส้ใหญ่ จึงทำให้ลำไส้ใหญ่สะอาด และลดสารพิษตกค้างได้อีกด้วย

คลิกเลยจ้าา ของชำร่วยงานแต่งหรือของขวัญสวยๆ ร้านนี้เลยจร้า

ของชำร่วยงานแต่ง

วิธีรับประทาน  ให้นำลูกสำรอง 3-4 เม็ด ล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 15- 30 นาทีให้เม็ดพองออกมาคล้ายวุ้น โดยสามารถขยายใหญ่กว่าขนาดเดิมเกือบ 10 เท่าตัว จากนั้นก็นำมากรองเอากากหรือเปลือกออก แล้วเติมน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา ให้ตักกินทั้งน้ำและเนื้อเลยค่ะ หรือใครจะรับประทานแบบต้มก็ได้ โดยหลังจากเอาเปลือกออกก็เอาไปต้ม แล้วเติมน้ำตาลทรายแดงพอหวานอ่อนๆ เอาเข้าแช่ตู้เย็นไว้ดื่มได้ ชื่นใจ ดังนั้น น้ำสำรองจึงเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอีกตัวหนึ่ง ซึ่งควรมีติดไว้เป็นทางเลือกสำหรับผู้รักสุขภาพทั้งหลาย แถมยังมีประโยชน์และลดน้ำหนักได้อีกด้วยค่ะ

Save

ผอมอย่างปลอดภัยด้วยวิธีธรรมชาติ

วิธีลดความน้ำหนักด้วยธรรมชาติบำบัดนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องควบคุมอาหาร ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม เพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุล ทั้งการได้รับพลังงานและการเผาผลาญพลังงาน หากทั้งสองอย่างนี้ไม่สมดุลกัน โดยมีอย่างใดอย่างหนึ่งมากหรือน้อยกว่ากัน ก็จะทำให้เกิดภาวะอ้วน หรือผอมจนเกินไปได้ วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ในการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยด้วยวิธีธรรมชาติมาฝากกันค่ะ

3.

  1. ไม่กินอาหารในมื้อเย็น วิธีนี้จะเป็นก้าวแรกสู่การลดน้ำหนักด้วยสูตรต่อๆ ไปค่ะ โดยในมื้อเช้าและกลางวันสามารถกินได้ตามปกติ ส่วนมื้อเย็นจะอดไปเลย หรืออาจจะเลือกอาหารเบาๆ แกงส้ม แกงเลียง น้ำพริกผักลวก ยำ ลาบ ส้มตำ เป็นต้น
  2. อดอาทิตย์ละวัน ให้คุณเลือก 1 วันในสัปดาห์สำหรับงดเนื้อสัตว์ ข้าว และไขมัน ให้กินแต่ผลไม้อย่างเดียวทั้งวัน เช่น มะละกอสุก แอปเปิ้ล เป็นต้น
  3. กินแต่น้ำผลไม้ 3 วัน วิธีนี้คล้ายกับสูตรที่ 2 เพียงแต่เปลี่ยนจากการกินผลไม้มาเป็นการดื่มน้ำผลไม้คั้นสดแทนให้กินติดต่อกัน 3 วัน
  4. อดเพื่อสุขภาพใน 10 วัน เริ่มจาก 2 วันแรกกินแต่ผลไม้ ต่อจากนั้นกินผักสดและผลไม้ที่ไม่หวานมากชนิดต่างๆ จนครบ 10 วัน ถ้าทำอย่างเข้มงวดและมีความตั้งใจจริง คุณจะลดน้ำหนักได้ประมาณ 3-4 กิโลกรัมเชียวค่ะ
  5. กินเนื้อกับผัก คือกินผักปริมาณ 2 เท่าของเนื้อสัตว์ และควรเลือกเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน หรือเลือกเป็นเนื้อปลาจะดีที่สุดค่ะ

หากคุณมีความพยายามอย่างจริงจัง จะใช้ทั้ง 5 วิธีนี้ผสมผสานกันไปก็ได้ค่ะ แต่ควรคำนึงถึงว่าการกินเนื้อกับผักนานๆ อาจทำให้คุณผอมแบบกล้ามเนื้อหย่อนคล้อย จึงจำเป็นต้องรักษามวลกล้ามเนื้อนี้ไว้ด้วยการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ซึ่งจะช่วยเปลี่ยนไขมันเป็นกล้ามเนื้อได้ นอกจากนี้หากบริหารความกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนอย่างการยกเวทนั้น ก็จะช่วยเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อให้สวยงามและดูดียิ่งขึ้นอีกด้วยค่ะ

ธรรมชาติบำบัด ลดน้ำหนักด้วยความสมดุล

การลดน้ำหนักแบบธรรมชาติบำบัด เป็นการทำให้ร่างกายเกิดความสมดุล เมื่อร่างกายเกิดความสมดุล ทำให้กล้ามเนื้อ บริเวณต่างๆ ดูกระชับ สมสัดส่วนขึ้น การลดน้ำหนักด้วยธรรมชาติบำบัดนั้น นอกจากจะทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลกันแล้ว ยังทำให้น้ำหนักลดลงแบบไม่ทำให้โทรมอีกด้วย วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ ในการลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดมาฝากกันค่ะ

2.

การกิน ในการดำเนินชีวิตของคนเรา จำเป็นต้องได้รับพลังงานจากอาหารวันละ 3 มื้อ และในแต่ละมื้อควรบริโภคอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ คาร์โบไฮเดรตหรือโปรตีน ไฟเบอร์ และน้ำเปล่า รวมถึงวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ

การพักผ่อน  ร่างกายต้องการพักผ่อนนอนหลับอย่างเพียงพอ เมื่อทำงานมาตลอดทั้งวัน ใช้ทั้งพลังงานสมองและกำลังกาย พอกลางคืนก็ต้องนอนหลับให้ร่างกายได้ซ่อมแซมและชดเชยส่วนที่สึกหรอไปจากการทำงานหนัก ถ้าหากคุณพักผ่อนน้อยจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมและไม่ผอม เพราะร่างกายที่ขาดการพักผ่อนจะเร่งการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ทำให้คุณรู้สึกหิวกว่าปกติ

ออกกำลังกาย หลายคนคงรู้ดีว่าการออกกำลังกายมีคุณประโยชน์กับสุขภาพมากมาย ตั้งแต่ช่วยเผาผลาญพลังงานหรือไขมันส่วนเกิน ช่วยกระชับกล้ามเนื้อ สร้างความกระฉับกระเฉง สดชื่น ร่างกายแข็งแรง และช่วยให้นอนหลับสบายอีกด้วยค่ะ

การมีสุขภาพที่ดี จะต้องประกอบไปด้วยความสมดุลของทั้งการกิน การพักผ่อน และออกกำลังกาย ความสมดุลในที่นี้หมายถึงมีความพอดี สอดคล้อง ไม่มากหรือน้อยเกินไป การมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง รูปร่างสมสัดส่วนไม่ใช่เรื่องยากเกินการปฏิบัติ เพียงแค่คุณเพิ่มความสนใจ ใส่ใจและมีระเบียบวินัยในการดำเนินชีวิตอีกหน่อยเท่านั้นเองค่ะ

เคล็ดลับการลดน้ำหนักที่ถูกต้องด้วยวิธีธรรมชาติ

หลายๆ คน กำลังมองหาวิธีลดน้ำหนักที่จะทำให้ตัวเองผอมลง มีรูปร่างดี สมสัดส่วน รวมถึงการมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงด้วย ปัจจุบันมีวิธีลดน้ำหนักมากมาย ทั้งการออกกำลังกาย การบริหารร่างกาย การกินอาหารตามสูตร หรือบางคนก็เลือกที่จะอดอาหาร เพราะคิดว่าเป็นวิธีที่จะทำให้ผอมได้เร็วที่สุด แต่ที่จริงแล้ว การอดอาหารเป็นความคิดที่ผิด เนื่องจากจะยิ่งทำให้คุณหิวมากขึ้น จนทนไม่ไหว และก็จะกินอาหารมากขึ้นด้วย วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ เป็นเคล็ดลับการลดน้ำหนักที่ถูกต้องด้วยวิธีธรรมชาติมาฝากกันค่ะ

1.

อย่าอดอาหาร เพราะเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องในการลดน้ำหนัก เนื่องจากการอดอาหารจะทำให้น้ำหนักลดลงแค่ในช่วงแรกๆ เท่านั้น แต่จะกลับมาอ้วนได้อีกในภายหลัง เคล็ดลับการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง คือ กินอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ และกินให้ครบ 5 หมู่ เน้นมื้อเช้าให้กินได้มากกว่ามื้ออื่นๆ และควรกินก่อนเวลา 9.00 น. กินมื้อกลางวันตอนเที่ยงตรง และกินมื้อเย็นภายในเวลาก่อน 18.00 น.

ตัวช่วยในการลดน้ำหนัก ที่ไม่ใช่ยาลดน้ำหนักนะคะ เพราะจะยิ่งส่งผลเสียรุนแรงต่อร่างกาย โดยเฉพาะระบบประสาท และที่สำคัญทำให้เกิดโยโย่ กลับมาอ้วนยิ่งกว่าเดิมเมื่อหยุดยาอีกด้วยค่ะ ตัวช่วยที่ดี ได้แก่ น้ำเปล่า พยายามดื่มน้ำบ่อยๆ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร หรือประมาณ 8-10 แก้ว เพื่อร่างกายจะได้นำไปใช้ในการเผาผลาญไขมัน นอกจากนี้ผักสดก็เป็นตัวช่วยดูดซับไขมันในอาหารที่ดี และผลไม้อย่างฝรั่งหรือแอบเปิ้ล ซึ่งช่วยแก้หิวระหว่างมื้อได้ดีอีกด้วยค่ะ

อย่านอนดึก ยิ่งนอนเร็ว ก็ผอมเร็ว พยายามนอนให้เร็ว หรือไม่เกิน 4 ทุ่ม และนอนหลับให้ได้ไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยเผาผลาญพลังงานออกมา ช่วยให้คุณผอมลงได้นั่นเองค่ะ

ไม่ยากใช่ไหมคะ กับเคล็ดลับลดน้ำหนักที่ถูกต้องด้วยวิธีธรรมชาติ ที่เรานำมาบอกคุณในวันนี้ การลดพุงไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความตั้งใจของตัวเอง ที่สำคัญควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อประสิทธิภาพที่ดี แถมร่างกายยังแข็งแรงอีกด้วยค่ะ

อาการต่างๆ ของโรคเบาหวานที่คุณควรรู้

โรคเบาหวานเกิดจากภาวะที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดน้ำตาลออกจากกระแสเลือดได้อย่างปกติ เพราะโดยปกติแล้วร่างกายจะต้องนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปเปลี่ยนพลังงานเพื่อนำไปใช้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานได้จึงทำให้ในกระแสเลือดมีระดับน้ำตาลเป็นปริมาณมาก เมื่อปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจึงทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวาน สำหรับสาเหตุที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถขจัดน้ำตาลออกจากกระแสเลือดหรือนำไปเปลี่ยนเป็นพลังงานได้นั้นได้นั้นจะเกิดจากสาเหตุที่พอจะสรุปได้ดังต่อไปนี้

5.อาการเบาหวาน1

  1. ตับอ่อนเสื่อมสภาพ

ตับอ่อนมีหน้าที่ในการผลิตอินซูลิน เมื่อตับอ่อนเกิดเสื่อมสภาพจึงทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตอินซูลินลดน้อยลง โดยอินซูลินจะมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลไปยังเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน เมื่อตับอ่อนเสื่อมสภาพไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาหรือผลิตออกมาได้น้อย จึงทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมีมากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิดเป็นโรคเบาหวานตามมา สำหรับสาเหตุที่ทำให้ตับอ่อนเสื่อมสภาพนั้นโดยมากแล้วจะได้แก่

 

– เมื่ออายุมากขึ้นอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายก็มักจะเริ่มเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา รวมถึงตับอ่อนด้วย เราจึงมักพบว่าผู้สูงอายุจะเกิดเป็นโรคเบาหวานมากกว่าเด็กๆ หรือผู้มีอายุน้อย แต่ในเด็กหรือผู้มีอายุน้อยก็สามารถพบโรคเบาหวานได้ด้วยเช่นกัน

– เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นประจำ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะส่งผลให้ตับอ่อนเสื่อมสภาพและทำงานผิดปกติ

– เกิดจากโรคตับอักเสบ ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตับเสื่อมสภาพและไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เหมือนปกติ

 

  1. ไขมันในร่างกาย

เกิดการสะสมไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในคนอ้วน จึงทำให้อินซูลินภายในร่างกายทำงานผิดปกติ หรือที่เรียกว่าเกิดการดื้ออินซูลิน

 

  1. การใช้ยาบางชนิด

ยาบางชนิดเป็นประจำก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ตับสร้างน้ำตาลเพิ่มมากขึ้น เช่น ยาคุมกำเนิด ยาขับปัสสาวะ ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น

 

5.อาการเบาหวาน2

ผู้ที่เสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

เมื่อทราบสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานแล้ว ลองมาดูกันดีกว่าว่าใครกันบ้างที่เสี่ยงกับการเป็นโรคเบาหวาน

 

  1. ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคเบาหวาน
  2. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ
  3. ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง
  4. ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย

 

อาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

สำหรับอาการเบาหวานพอจะสรุปได้มีดังต่อไปนี้

 

  1. เข้าห้องน้ำบ่อย เพราะผู้ป่วยจะมีความรู้สึกปวดปัสสาวะอยู่ตลอดเวลา เกิดจากร่างกายขับน้ำตาลออกมาทาง ปัสสาวะ รวมทั้งถ้าปัสสาวะทิ้งไว้อาจจะมีมดขึ้นปัสสาวะของคุณได้
  2. กระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา เพราะปัสสาวะบ่อยร่างกายจึงขาดน้ำ ทำให้เรารู้สึกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา

5.อาการเบาหวาน3

  1. มีอาการอ่อนเพลียเหมือนไม่มีแรง เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลมาเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจึงรู้สึกอ่อนเพลีย
  2. มีอาการคันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เนื่องจากเกิดการติดเชื้อราที่ผิวหนัง
  3. สำหรับผู้หญิงจะมีตกขาวมากกว่าปกติ และเกิดอาการคันที่บริเวณช่องคลอด เนื่องมาจากสาเหตุของการติดเชื้อราเช่นเดียวกัน
  4. หงุดหงิดง่าย เนื่องจากระบบภายในของร่างกายผิดปกติ มีผลต่ออารมณ์ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะมีอาการหงุดหงิด โมโห และฉุนเฉียวได้ง่าย
  5. หิวบ่อยทานจุ แต่น้ำหนักตัวลดลง
  6. แผลหายช้า นอกจากนี้มักมีฝีขึ้นบ่อยๆ และหายช้าด้วยเช่นกัน

9. ชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า เกิดจากเมื่อร่างกายของเรามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้นและบ่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจะมีผลทำให้บริเวณปลายของหลอดเลือดเกิดตีบตันทำให้เลือดไม่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยงได้ 5.อาการเบาหวาน4

อย่างเต็มที่ ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการชาตามปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า นอกจากนี้ถ้าเกิดเป็นแผลจะหายยากและมักลุกลามโดยเฉพาะแผลที่บริเวณปลายเท้า ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังและรักษาความสะอาดเท้าอยู่เสมอ เมื่อเกิดแผลที่เท้าควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาโดยด่วน

10 . ตามัว มองได้ไม่ชัดเจน เกิดจากสาเหตุเบาหวานขึ้นตา ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจจะเกิดมีน้ำลักษณะเหนียวไหลออกมาจากบริเวณดวงตาได้ หรือที่เรียกกันว่าเบาหวานขึ้นตา

วิธีปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

ถ้าเราอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้นั้น การปฏิบัติตัวของเราในชีวิตประจำวันก็สามารถลดความเสี่ยงและโอกาสในการเกิดโรคเบาหวานได้เช่นกัน โดยสำหรับใครที่รู้ตัวว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของผู้ที่อาจมีโอกาสเกิดโรคเบาหวานควรปฏิบัติตัวต่างๆ ดังนี้

 

  1. ทานอาหารที่มีประโยชน์โดยให้เน้นรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น แต่ควรเลือกรับประทานเฉพาะผลไม้ที่มีกากใยสูงหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสชาติหวานๆ รวมทั้งควรบริโภคอาหารประเภทแป้งให้น้อยลงแต่ให้หันมาทานเป็นแป้งที่ได้จากธัญพืชแทน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท เป็นต้น
  2. เลือกทานอาหารให้ครบหลักโภชนาการ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน
  3. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของทอดของมัน และการรับประทานขนมหวานเป็นประจำ นอกจากนี้แล้วเวลาเลือกรับประทานอาหารควรสังเกตที่สลากโดยให้เลือกรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลให้น้อยที่สุด
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อยให้ได้ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที และควรเลือกประเภทของการออกกำลังกายให้สมกับวัย การออกกำลังกายจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อต่างๆ แข็งแรง ช่วยควบคุมน้ำหนัก ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด และมีอารมณ์ดี
  5. ถ้ารู้สึกว่าตัวเองกำลังอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินกว่าปกติ ให้พยายามควบคุมน้ำหนักอย่าปล่อยให้อ้วน เพราะความอ้วนก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเบาหวาน
  6. รักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ รวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้รอบตัว
  7. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสามารถซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างเต็มที่ หรือควรนอนอย่างน้อยให้ได้ 6-8 ชั่วโมง
  8. ดื่มน้ำสะอาดให้พอเพียงกับความต้องการของร่างกาย หรือประมาณ 7-8 แก้วต่อวัน

 

ถ้ารู้สึกตัวว่าเรามีอาการต่างๆ ข้างต้น รวมทั้งอยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานควรทำการตรวจเลือดเพื่อหาค่าระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ทุกปี เพื่อให้ถ้าเกิดมีเป็นโรคเบาหวานขึ้นมาจะได้ทราบตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยให้ผลการรักษาเป็นไปได้ด้วยดี และถ้าเรายังไม่มีอาการต่างๆ อย่างที่กล่าวไว้แต่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดโรคเบาหวานก็ควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำต่างๆ ข้างต้น หรือปรึกษาคุณหมอเพื่อขอคำแนะนำในการปฏิบัติตัว เพื่อให้เรามีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงและห่างไกลจากการเกิดโรคเบาหวาน

 

 

อาการที่สังเกตได้ของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่พบได้มากในผู้สูงอายุ แต่ในวัยเด็กก็สามารถพบได้เช่นกัน และมักพบในผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติหรือในคนอ้วนมากกว่าคนผอม โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการของโรคได้ โดยมากแล้วจะเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดมากจนเกินไป โดยปกติแล้วเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปร่างกายก็จะทำการเปลี่ยนอาหารเป็นน้ำตาลกลูโคส และตับอ่อนก็จะมีหน้าที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินเพื่อให้ทำการนำน้ำตาลไปใช้ตามเซลล์ต่างๆ ของร่างกายโดยเปลี่ยนเป็นพลังงาน แต่โรคเบาหวานจะเกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย หรือที่เรียกว่าภาวะดื้ออินซูลิน เมื่อปล่อยไว้เป็นระยะเวลานานจะส่งผลให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานผิดปกติและอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้

4.อาการโรคเบาหวาน1

 

ดังนั้นเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติ จึงควรทำการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก สำหรับการตรวจหาเบาหวานโดยทั่วไปแล้วแพทย์จะใช้วิธีการเจาะเลือดเพื่อหาระดับน้ำตาลในเลือด แต่เราก็สามารถสังเกตอาการต่างๆ ของร่างกาย ว่าเป็นอาการโรคเบาหวานหรือไม่ดังนี้

 

  1. ปัสสาวะบ่อย เพราะคนปกติในแต่ละวันจะปัสสาวะไม่บ่อย โดยเฉพาะในเวลากลางคืนบางคนอาจจะไม่ลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะกันเลยด้วยซ้ำ แต่ถ้าเป็นผู้ป่วยที่เริ่มมีอาการของโรคเบาหวานจะลุกขึ้นมาปัสสาวะในช่วงกลางคืนบ่อยกว่าปกติ และปัสสาวะมีปริมาณมาก และนอกจากช่วงเวลากลางคืนในระหว่างวันก็จะปัสสาวะมากกว่าปกติจนเราสามารถรู้สึกได้ด้วยเช่นกัน

 

  1. แผลหายช้า เป็นแผลเรื้อรัง รวมทั้งมักเกิดเป็นฝีขึ้นบ่อย ๆ และหายยาก นอกจากนี้แผลที่เป็นมักเกิดการอักเสบและลักษณะของแผลจะแฉะและเยิ้มกว่าปกติ

 

  1. รู้สึกอ่อนเพลียเหมือนไม่มีแรง มีอาการปวดเมื่อยที่ขาและรู้สึกเหมือนขาอ่อนแรง นอกจากนี้แล้วอาการอ่อนเพลียยังเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำแม้จะพักผ่อนอย่างพอเพียงแล้วก็ตาม อาการเหล่านี้เกิดจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปเปลี่ยนเป็นพลังงานเพื่อนำไปใช้ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้

 

  1. หิวบ่อย ทั้งน้ำและอาหาร โดยเฉพาะน้ำจะรู้สึกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา ดื่มน้ำมากแต่ก็ไม่สามารถช่วยดับความกระหายได้ นอกจากนี้แล้วยังรับประทานอาหารได้มากกว่าปกติ แต่น้ำหนักตัวกลับลดลงอย่างฮวบฮาบ

 

  1. ผิวหนังแห้ง มีอาการคัน และเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนัง เนื่องจากเกิดการติดเชื้อราที่บริเวณผิวหนัง รวมทั้งบางรายอาจจะเกิดการติดเชื้อราและมีอาการคันที่อวัยวะเพศอีกด้วย

4.อาการโรคเบาหวาน2

  1. มีอาการชาตามปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า

 

  1. มีอาการตาพล่ามัว มองเห็นได้ไม่ชัดเจนเหมือนปกติ หรือผู้ที่ใส่แว่นสายตาต้องทำการเปลี่ยนแว่นบ่อยๆ ก็สามารถสันนิษฐานได้ว่าสาเหตุของสายตาอาจจะเกิดจากโรคเบาหวานขึ้นตาได้

 

  1. ทารกที่คลอดออกมาโดยแม่มีอาการของโรคเบาหวานมักมีน้ำหนักมากกว่าปกติ รวมทั้งคุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ถ้ามีอาการของโรคเบาหวานหรือระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าปกติก็มีโอกาสเสียงต่อการแท้งได้มากยิ่งขึ้น

 

ผู้ที่ควรตรวจเลือดเพื่อหาอาการของโรคเบาหวาน

นอกจากอาการต่างๆ ที่เราสามารถสังเกตได้ด้วยตัวเองแล้ว ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานและควรได้รับการตรวจเลือด เป็นประจำหรืออย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้สามารถทราบอาการของโรคเบาหวานได้ตั้งแต่เริ่มแรก หรือสามารถหาวิธีการป้องกันก่อนการเกิดโรค รวมทั้งยังสามารถช่วยให้ทราบถึงวิธีปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องอีกด้วย สำหรับผู้ที่ควรทำการตรวจหาเบาหวานจะได้แก่

4.อาการโรคเบาหวาน3

  1. ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัว เช่น ญาติ พี่น้อง พ่อแม่ มีประวัติป่วยเป็นโรคเบาหวาน เพราะพันธุกรรมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน ดังนั้นเราจึงควรทำการตรวจเลือดเพื่อหาอาการของโรคเบาหวานเป็นประจำทุกปี นอกเหนือจากการสังเกตอาการต่างๆ ของร่างกาย

 

  1. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ หรือในคนอ้วน ความอ้วนก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน

 

  1. อายุ เมื่ออายุมากขึ้นความเสี่ยงในโลกเบาหวานก็เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานสูง

 

  1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง เพราะโรคความดันโลหิตสูงก็เป็นโรคแทรกซ้อนชนิดหนึ่งที่อาจจะเกิดจากภาวะระดับน้ำตาลในเลือดสูงหรือโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน

 

  1. เคยตรวจพบว่ามีระดับไขมันในเลือดมากกว่าปกติ

 

  1. คุณแม่ที่เคยคลอดทารกแรกเกิดมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ หรือมีน้ำหนักตัวมากกว่า 4 กิโลกรัม นอกจากนี้แล้วคุณแม่ที่มีประวัติในการแท้งลูกก็ควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเบาหวานด้วยเช่นเดียวกัน

 

  1. ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย

 

  1. ผู้ที่ดื่มสุรา หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ ก็จัดเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้นนอกจากการสังเกตอาการต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ถ้ามีความรู้สึกว่าเราอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานก็ควรเข้ารับการเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเบาหวานด้วยเช่นกัน เพราะการตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ จะเป็นการช่วยให้สามารถควบคุมอาการต่างๆ และภาวการณ์เกิดโรคแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นจากโรคเบาหวานได้ดียิ่งขึ้น และยังมีส่วนช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป การตรวจหาเบาหวานสามารถทำได้ไม่ยากด้วยเครื่องตรวจหาเบาหวาน เพียงเจาะเลือดที่ปลายนิ้วนำมาทำการตรวจก็จะสามารถทราบค่าของระดับน้ำตาลในเลือดกันได้แล้ว นอกจากนี้เรายังสามารถหาซื้อเครื่องสำหรับตรวจหาน้ำตาลในเลือด และทำการตรวจเองได้ง่ายๆ กันที่บ้านอีกด้วย

อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

โรคเบาหวานเกิดจากการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนภายในร่างกาย ที่เราเรียกกันว่า “อินซูลีน” ฮอร์โมนอินซูลีนมีหน้าที่นำน้ำตาลในกระแสเลือดไปใช้ในส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อแปลเปลี่ยนเป็นพลังงาน เมื่อฮอร์โมนอินซูลีนทำงานผิดปกติจึงเป็นสาเหตุทำให้มีน้ำตาลตกค้างอยู่ในกระแสเลือดมากกว่าปกติ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงจึงเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน สำหรับโรคเบาหวานคุณหมอมักจะให้ยามารับประทานรวมทั้งผู้ป่วยบางคนอาจจะใช้วิธีการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายร่วมด้วย แต่นอกจากการรักษาด้วยวิธีการใช้ยาต่างๆ แล้ว การเลือกรับประทานอาหารก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยเช่นเดียวกัน แต่โดยมากแล้วผู้ป่วยโรคเบาหวานมักไม่ใส่ใจในเรื่องของการรับประทานอาหาร เพราะคิดว่าการรับประทานยาเพียงอย่างเดียวก็สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้ว

3.อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน2

 

โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้เพียงแต่ควบคุมอาการของโรคให้อยู่ในระดับปกติไม่รุนแรงจนเกินไป ดังนั้นแล้วนอกจากการรับประทานยาผู้ป่วยจึงควรควบคุมการรับประทานอาหารร่วมด้วย เพื่อไม่เป็นการช่วยให้โรคเบาหวานอยู่ในระดับปกติ และป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้อีกด้วย อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควรเลือกรับประทานนั้น ยกตัวอย่างเช่น

 

อาหารที่ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรับประทาน

 

  1. ธัญพืชไม่ขัดสีต่างๆ เพราะในธัญพืชอุดมไปด้วยกากใยอาหารและสารอาหารสำคัญๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมทั้งในธัญพืชจะอุดมไปด้วยเส้นใย ที่ร่างกายดูดซึมได้ช้า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูงขึ้นเมื่อเรารับประทานเข้าไป ไม่เหมือนอาหารประเภทอื่นที่เมื่อหลังจากรับประทานแล้วจะมีส่วนทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเพิ่มมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เส้นใยในธัญพืชยังสามารถช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ได้อีกด้วย สำหรับธัญพืชจะได้แก่ ลูกเดือย งาขาว งาดำ ถั่วต่างๆ ข้าวบาร์เล่ย์ ข้าวโอ๊ต เป็นต้น

 

  1. รับประทานอาหารให้ครบหลักโภชนาการ 5 หมู่ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ ร่างกายจะสามารถนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรออื่นๆ ช่วยทำให้ร่ากายสมบูรณ์แข็งแรง ช่วยป้องกันการเกิดภาวะโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ได้อีกด้วย

 

  1. รับประทานผักสดให้มากขึ้น เพราะผักบางชนิดสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ สำหรับผักที่สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เช่น

– มะระขี้นก สามารถรับประทานได้ทั้งแบบสดๆ ทานจิ้มกับน้ำพริก หรือนำมาหั่นและตากแห้งจากนั้นนำมาชงกับน้ำร้อนเป็นน้ำชาดื่มในระหว่างวัน ก็จะสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี

 

– แตงกวา ในแตงกวาอุดมไปด้วยกากใยและฉ่ำน้ำ สามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี และยังช่วยแก้อาการกระหายน้ำ ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ลดอาการอ่อนเพลีย แตงกวาจึงเป็นผักที่เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน สำหรับแตกกวาสามารถรับประทานได้ทั้งแบบผลสดๆ หรือนำไปคั้นเป็นน้ำแตงกวาสำหรับดื่มกันแบบสดๆ ก็สามารถช่วยทำให้ได้รับประโยชน์ได้อย่างครบถ้วนเช่นเดียวกัน

 

–  ฟักทอง ในฟักทองอุดมไปด้วยสารอาหารหลายอย่าง และยังมีฤทธิ์ในการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและยังสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้อีกหลายชนิด สำหรับฟักทอง สามารถบริโภคได้ทั้งเนื้อฟักทอง โดยการนำมาประกอบเป็นอาหารต่างๆ เช่น ต้มจิ้มน้ำพริก ต้มจืด หรือนำมาทำเป็นผักในแกงส้ม รวมทั้งการคั้นเป็นน้ำฟักทองไว้สำหรับดื่ม นอกจากนี้เมล็ดฟักทองยังสามารนำมาต้มแล้วดื่มน้ำของเมล็ดฟักทองก็มีสรรพคุณสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นเดียวกัน แต่ควรหลีกเลี่ยงการนำมาประกอบอาหารประเภทผัดหรือการนำมาทำเป็นขนมที่มีรสชาติหวานๆ เช่น แกงบวชฟักทอง สังขยาฟักทอง หรือฟักทองเชื่อม เป็นต้น เพราะนอกจากจะไม่สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้ว อาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

3.อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน1

  1. รับประทานผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน เช่น แอปเปิ้ล มะละกอ สับปะรด ฝรั่ง แก้วมังกร เป็นต้น เพราะผลไม้เหล่านี้มีกากใยสูงและมีน้ำตาลน้อย นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้อีกด้วย

 

  1. เลือกรับประทานอาหารประเภทโปรตีน แต่ควรเลือกเป็นโปรตีนจากเนื้อปลา หรือเนื้อไก่แบบไม่ติดหนัง เป็นต้น เพราะการรับประทานโปรตีนจะช่วยทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน

 

  1. นม ผู้ป่วยโรคเบาหวานสามารถเลือกบริโภคนมได้เช่นกัน แต่นมที่ควรเลือกบริโภคควรเป็นนมประเภทพร่องมันน้อย หรือให้ดูปริมาณน้ำตาลที่ระบุไว้ที่ตัวผลิตภัณฑ์หรือกล่องบรรจุนมว่ามีปริมาณน้ำตาลกี่เปอร์เซ็นต์ ก่อนตัดสินใจเลือกรับประทาน

3.อาหารสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน3

  1. น้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารควรหลีกเลี่ยงน้ำมันจากสัตว์ แต่ควรใช้เป็นน้ำมันที่ได้จากพืชแทน เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน เป็นต้น

 

  1. ถ้าเป็นไปได้หรือมีเวลาพอควรทำอาหารบริโภคเอง เพราะจะสามารถกำหนดส่วนผสมและวัตถุดิบต่างๆ ในการทำได้ด้วยตัวเอง เพราะอาหารสำเร็จบ้างครั้งอาจจะมีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก การบริการโภคบ่อยๆ จะไม่เป็นผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน

 

  1. ข้าว สำหรับข้าวเป็นอาหารหลักที่เราต้องรับประทานเป็นประจำเกือบทุกมื้อแต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการของโรคเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานข้าวขัดขาวแล้วหันมารับประทานเป็นข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องแทน เพราะข้าวขัดขาวเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วร่างกายจะเปลี่ยนจากแป้งมาเป็นน้ำตาลจะเป็นการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดมากยิ่งขึ้น ส่วนในข้าวซ้อมมือและข้าวกล้องจะมีกากใยและเส้นใยมากกว่า เส้นใยและกากใยเหล่านี้มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมได้ช้าจึงสามารถช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี

 

อาหารต่างๆ เหล่านี้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วนอกจากจะช่วยควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือดได้แล้ว ยังเป็นอาหารที่สามารถช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย เพราะความอ้วนก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน

อาการทั่วไปของคนเป็นเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้มักพบในผู้สูงอายุ และหลังจากเป็นโรคเบาหวานแล้วอาจจะทำให้เกิดอาการของโรคแทรกซ้อนต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายชนิดตามมาได้ เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง ไตเสื่อม เป็นต้น แต่ถ้าเราสามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรกก็จะสามารถควบคุมอาการของโรคได้ดีขึ้น และยังช่วยทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติเหมือนคนทั่วไป

2.อาการคนเป็นเบาหวาน1

โรคเบาหวานจะมีสาเหตุเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และร่างกายไม่สามารถกำจัดน้ำตาลส่วนเกินออกไปได้ แต่โดยปกติถ้าภายในกระแสเลือดของเรามีระดับน้ำตาลไม่มากจนเกินไปร่างกายก็จะไม่แสดงอาการอะไรออกมาให้เห็น จะทราบว่าร่างกายมีน้ำตาลมากกว่าปกติก็ต่อเมื่อมีการเจาะเลือดนำไปตรวจ ดังนั้นแล้วเมื่ออายุเริ่มมากขึ้นจึงควรทำการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี หรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปควรตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดทุกๆ 3-6 เดือน โดยเฉพาะผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้องมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน เพราะพันธุกรรมก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน นอกจากการตรวจหาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดแล้ว เรายังสามารถสังเกตอาการต่างๆ ของร่างกายได้อีกด้วย โดยอาการของคนเป็นเบาหวานหรือคนที่ร่างกายเริ่มมีระดับน้ำตาลในเลือดมากกว่าปกตินั้นจะมีลักษณะอาการต่างๆ ที่แสดงออกมาพอให้สังเกตได้ ดังนี้

 

  1. ปัสสาวะบ่อย

โดยปกติคนเราจะปัสสาวะไม่บ่อยหนักในช่วงที่อากาศปกติ แต่ถ้าอาการเย็นก็อาจจะทำให้คุณปัสสาวะบ่อยขึ้น ให้คุณสังเกตตัวคุณเองโดยเฉพาะในเวลากลางคืนโดยปกติแล้วคนเราจะลุกขึ้นปัสสาวะประมาณ 1 ครั้ง ในแต่ละคืน แต่ถ้าในช่วงเวลากลางคืนคุณต้องลุกขึ้นปัสสาวะมากกว่าที่ควรเป็นก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าอาจจะเกิดจากภาวะที่ร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ และบางครั้งถ้าคุณลองปัสสาวะทิ้งไว้อาจจะมีมดมาขึ้นปัสสาวะของคุณได้

 

  1. มีอาการกระหายน้ำอยู่ตลอดเวลา

เพราะร่างกายต้องการน้ำเพื่อไปทดแทนน้ำที่เสียไปจากการปัสสาวะ ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะรู้สึกคอแห้งและกระหายน้ำมากกว่าปกติที่เคยเป็นไม่ว่าช่วงนั้นจะมีอากาศร้อนหรืออากาศเย็นก็ตาม นอกจากอาการกระหายน้ำแล้วคุณยังสามารถดื่มน้ำได้มากในแต่ละครั้งที่ดื่มน้ำอีกด้วย

 

  1. หิวบ่อยและกินเก่งขึ้น

ความรู้สึกหิวอาจจะมีอยู่เกือบตลอดเวลา และยังบริโภคได้เยอะกว่าปกติ แต่น้ำหนักตัวกับลดลง เพราะร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงานได้ จึงใช้วิธีสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนภายในส่วนต่างๆ ของร่างกายจึงทำให้คุณมีน้ำหนักตัวลดลง

 

  1. เกิดการติดเชื้อราบริเวณผิวหนัง

การติดเชื้อราที่บริเวณผิวหนังเป็นสาเหตุทำให้ผิวหนังแห้งและมีอาการคันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และอาจเกิดเป็นแผลขึ้นได้ นอกจากนี้สำหรับผู้หญิงยังเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดทำให้มีตกขาวมากกว่าปกติ

 

  1. แผลหายช้า

ถ้าเกิดเป็นแผลขึ้นแผลมักจะหายช้ากว่าปกติ รวมทั้งมักเกิดเป็นแผลเรื้อรังและรักษายาก นอกจากนี้แผลมักเกิดการอักเสบ บางรายอาจเกิดเป็นฝีขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายบ่อยขึ้น และหายช้า หรือคนที่เป็นสิวบนใบหน้าสิวก็จะหายช้าไปกว่าเดิม

 

  1. เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ทารกที่ออกมาอาจจะมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ รวมทั้งอาจจะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ และทารกในครรภ์อาจจะคลอดออกมาแล้วเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ

 2.อาการคนเป็นเบาหวาน2

  1. มีอาการอ่อนเพลีย

เพราะร่างกายไม่สามารถเปลี่ยนน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงานได้ ร่างกายจึงมีพลังงานไม่เพียงพอกับความต้องการ ทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลีย แขนขาเหมือนไม่มีแรง หลายคนจะรู้สึกว่าเกิดจากอายุที่มากขึ้นทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย แต่จริงๆ แล้วบางครั้งความรู้สึกนี้อาจจะเกิดจากโรคเบาหวานก็เป็นได้ ดังนั้นควรสังเกตอาการอย่างอื่นประกอบด้วย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุต้องคอยสังเกตว่าอาการอ่อนเพลียเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นหรือเกิดจากสาเหตุของโรคเบาหวานกันแน่

 

  1. หงุดหงิดง่าย

เกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นทำให้มีผลกระทบต่ออารมณ์ รวมถึงอาการหิวบ่อยๆ ที่เกิดจากโรคเบาหวานก็มีส่วนทำให้คุณเกิดอารมณ์แปรปรวน เมื่อเกิดความหิวในคนปกติยังมีส่วนทำให้อารมณ์เสียและหงุดหงิด และในผู้ป่วยเบาหวานจะมีอาการหิวกระหายอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิดและโมโหขึ้นมาได้ง่ายๆ เช่นกัน

 

  1. สายตาพล่ามัว

เนื่องจากระดับน้ำตาลในร่างกายที่มากผิดปกติ เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายขับน้ำออกมาทางเลนส์ตา เมื่อรับน้ำที่ผ่านเข้ามาเลนส์ตาก็จะทำการซับน้ำไว้ให้ได้มากที่สุดจึงเกิดการทำงานที่ผิดปกติ เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการตาพล่ามัว มองภาพได้ไม่ชัดเจน หรือถ้าเป็นมากจะเห็นน้ำไหลออกมาจากดวงตา แต่ไม่ใช่น้ำตา น้ำที่ไหลออกมาจะมีลักษณะเหนียว ข้น

 

  1. มีอาการชาตามปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า

สาเหตุอาการชาตามปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าอาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ถ้าคุณมีอาการต่างๆ ข้างต้นดังที่กล่าวมาอยู่แล้ว และมีอาการชาตามปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าร่วมด้วย ก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าอาการชาของคุณเกิดจากสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวาน

 

การเกิดโรคเบาหวานจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่หลายคนมักเข้าใจว่าสาเหตุสำคัญเกิดมาจากที่เรากินหวาน แต่จริงๆ แล้วโรคเบาหวานยังสามารถเกิดได้จาก พันธุกรรมที่มีประวัติคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องเป็นโรคเบาหวาน และเกิดจากสาเหตุที่ร่างกายมีน้ำหนักมากกว่าปกติ หรือเกิดจากความอ้วนนั่นเอง และที่สำคัญเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมโรคได้ ดังนั้นเมื่อเรารู้สึกว่าเริ่มมีอาการต่างๆ ดังกล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและขอคำปรึกษาในการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยลดอาการที่จะเกิดขึ้นจากโรคเบาหวานไม่ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น และยังสามารถช่วยป้องการเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตได้อีกด้วย

เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่ติดอันดับต้นๆ ที่พบว่าคนไทยเป็นกันค่อนข้างมากในแต่ละปี และมีแนวโน้มว่าโรคนี้จะมีจำนวนคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นที่มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เพราะยังสามารถพบผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เป็นจำนวนมากในทั่วโลกเช่นกัน โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป็นโรคเรื้อรัง แต่เป็นโรคที่สามารถควบคุมได้ถ้าพบตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรก โรคเบาหวานยังเป็นโรคที่สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในวัยผู้สูงอายุจะพบได้มากกว่าในวัยอื่น ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องการการเกิดโรคไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เรามาทำความรู้จักและวิธีการรักษาโรคเบาหวานกันก่อนดีกว่า

1.เบาหวาน1

โรคเบาหวานเกิดจากอะไร

โรคเบาหวานเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับอ่อนในการสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “อินซูลิน” โดยตับอ่อนสามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยหรือไม่สามารถสร้างได้เลย สำหรับฮอร์โมนอินซูลินจะมีหน้าที่ต่างๆ ดังนี้ โดยเริ่มจากเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปโดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งร่างกายจะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลและนำเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตโดยตับอ่อนจะนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปยังเซลล์ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้ได้ต่อไป แต่เมื่อตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือผลิตออกมาไม่ได้เลย จะส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมีมากขึ้น เพราะร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ และเมื่อปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจึงเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน

1.เบาหวาน2

ประเภทของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน และชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ซึ่งทั้ง 2 ประเภท จะมีความแตกต่างกันดังนี้

 

  1. โรคเบาหวาน ชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน

เป็นอาการของโรคเบาหวานที่ค่อนข้างรุนแรง สาเหตุส่วนมากจะเกิดจากพันธุกรรม หรือได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย มีผลทำให้ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรือผลิตได้น้อย จึงทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดน้ำตาลออกจากกระแสเลือดได้ เพราะอินซูลินมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลไปใช้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยการเปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นพลังงาน เมื่อตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้หรือผลิตได้น้อยจึงเป็นสาเหตุทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เมื่อบ่อยไว้นานเข้าจึงเกิดเป็นโรคเบาหวาน วิธีรักษาก็คือแพทย์จะทำการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วย เพื่อช่วยในการเผาพลาญน้ำตาลในกระแสเลือด

 

  1. โรคเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน

เป็นโรคเบาหวานที่มักพบในผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น แต่ก็สามารถพบได้ในวัยเด็กหรือผู้ที่ยังมีอายุไม่มากได้เช่นกัน สำหรับเบาหวานชนิดนี้จะเกิดจากตับอ่อนของผู้ป่วยยังสามารถผลิตอินซูลินได้บ้าง ทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาพลาญน้ำตาลในกระแสเลือดได้หมด จึงเกิดมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีผลทำให้เกิดโรคเบาหวาน สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานในลักษณะนี้อาจจะต้องพึ่งการฉีดอินซูลินเป็นครั้งคราว แต่จะไม่ต้องฉีดบ่อยเหมือนกับผู้ป่วยเบาหวานในประเภทแรก

1.เบาหวาน3

สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานได้ดังนี้

 

  1. เกิดจากกรรมพันธุ์ โดยมีบุคคลในครอบครัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน แต่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทุกคน เพราะบ้างครั้งก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของแต่ละคนประกอบด้วย

 

  1. ผู้สูงอายุ เกิดจากเมื่อเราอายุเริ่มมากขึ้น ตับอ่อนจะเริ่มเสื่อมสภาพลงทำให้ความสามารถในการผลิตอินซูลินน้อยลง เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นได้

 

  1. ความอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติหรือคนอ้วนจะมีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากกว่าปกติ จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของเนื้อเยื้อและเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายในการตอบสนองต่ออินซูลิน หรือที่เรียกกันว่าเกิดภาวะดื้ออินซูลิน

 

  1. เป็นโรคเกี่ยวกับตับอ่อน เช่น โรคตับอักเสบ รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นประจำ นอกจากนี้การมีปริมาณไขมันไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดสูงก็เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน

 

  1. ติดเชื้อไวรัสบางชนิด โรคเบาหวานชนิดนี้มักพบว่ามาจากสาเหตุที่เมื่อวัยเด็กเกิดติดเชื้อไวรัสบางชนิด และส่งผลให้เมื่ออายุมากมีโอกาสป่วยเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าเด็กๆ ที่ไม่ติดเชื้อไวรัส สำหรับเชื้อไวรัสที่ว่าจะได้แก่ คางทูม หัด หัดเยอรมัน เป็นต้น
  2. ใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ ยาบางชนิดที่เราใช้เป็นประจำก็มีผลทำให้ตับเกิดการผลิตน้ำตาลมากขึ้น รวมทั้งยาบางชนิดยังมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินอีกด้วย สำหรับยาที่ทำให้อาจเกิดโรคเบาหวานได้นั้น อาทิเช่น ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิดบางชนิด ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น

 

  1. คุณแม่ช่วงตั้งครรภ์ ในระหว่างตั้งครรภ์ ภายในรกจะมีฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีผลต่อการทำงานของอินซูลิน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินลดน้อยลง จึงมีผลทำให้คุณแม่ในขณะตั้งครรภ์อาจเกิดภาวะของโรคเบาหวานขึ้นได้

1.เบาหวาน4

อาการของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเมื่อเป็นแล้วอาจจะไม่แสดงอาการมากนัก โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีระดับน้ำตาลในเลือดไม่มาก และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มักไม่ค่อยได้เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี คุณก็อาจจะไม่ทราบเลยว่าคุณมีระดับน้ำตาลในเลือดมากเกินไปหรือเปล่า ดังนั้นแล้วคุณควรสังเกตอาการต่างๆ ของตัวเองดังต่อไปนี้

 

  1. ปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณมาก ปัสสาวะได้ตลอดทั้งวัน รวมทั้งถ้าลองบ่อยปัสสาวะทิ้งไว้อาจมีมดมาตอมปัสสาวะของคุณได้
  2. หิวและกระหายน้ำตลอดเวลา ดื่มน้ำในปริมาณมากแต่ดื่มเท่าไรก็ไม่สามารถช่วยดับกระหายได้
  3. ทานอาหารได้มากขึ้น และหิวบ่อย สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลินจะมีรูปร่างที่อ้วนขึ้น แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่ต้องพึ่งอินซูลินจะมีน้ำหนักตัวลดลงแต่จะทานอาหารบ่อยขึ้นและรู้สึกหิวมากขึ้น
  4. คันตามผิวหนัง และเกิดเป็นฝีบ่อย สำหรับคุณผู้หญิงอาจจะรู้สึกคันที่บริเวณช่องคลอด รวมทั้งมีตกขาวมากขึ้นด้วย สาเหตุจะเกิดจากผิวหนังและร่างกายเกิดการติดเชื้อรา นอกจากนี้แล้วแผลที่เป็นมักจะหายช้ากว่าปกติ
  5. มีอาการตาพล่ามัว เนื่องจากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่สูงส่งผลให้ร่างกายขับออกทางเลนส์ตา ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงเกิดอาการตาพล่ามัวและเห็นภาพไม่ชัดเจน ถ้าเป็นมากอาจจะมีน้ำที่มีลักษณะเหนียวข้นไหลออกมาจากทางดวงตาได้
  6. คุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ทารกแรกเกิดอาจจะมีน้ำหนักตัวมากกว่า 4 กิโลกรัม รวมไปถึงอาจจะเกิดอาการแท้งบุตรได้เช่นเดียวกัน
  7. รู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรง ปวดขา และชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเผาพลาญน้ำตาลเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานได้

1.เบาหวาน5

วิธีในการตรวจหาเบาหวาน

ถ้ารู้สึกสงสัยว่าตัวเองมีอาการต่างๆ ข้างต้น ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาเบาหวานให้แน่ใจ โดยแพทย์จะใช้วิธีการเจาะเลือดเพื่อนำไปวัดค่าหาระดับน้ำตาลในเลือด การตรวจหาเบาหวานสามารถทำได้เองง่ายๆ ที่บ้าน เพียงคุณใช้เครื่องสำหรับตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ทำการตรวจคุณก็สามารถทราบค่าระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยตัวเองเช่นกัน

 

วิธีการรักษาโรคเบาหวาน

สำหรับวิธีการหรือแนวทางในการรักษาโรคเบาหวานนั้นแต่ละคนจะแตกต่างกัน โดยแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยโดยดูจากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดและหาแนวทางรักษาที่เหมาะสมต่อไป เช่น

 

– ให้รับประทานยาชนิดเม็ดเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด

– ทำการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง

 

การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่เราสามารถควบคุมได้ด้วยวิธีการรับประทานยาหรือการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายตามที่แพทย์แนะนำ แต่การดูแลตัวเองก็มีส่วนช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงหรือคงที่ได้เช่นกัน สำหรับวิธีดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

 

  1. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง หรือถ้าต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกายก็ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ด้วยเช่นกัน

 

  1. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบหลักโภชนาการ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ อย่างครบถ้วน

 

  1. รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น แต่ให้หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสชาติหวาน

 

  1. ควรควบคุมปริมาณในการบริโภคอาหารประเภทแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง แต่ให้หันมารับประทานอาหารประเภทธัญพืชไม่ขัดสีแทน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ เป็นต้น เพราะอาหารประเภทธัญพืชมีเส้นใยและกากใยสูงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ช้า จึงมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และไม่สูงขึ้นเหมือนกันบริโภคอาหารประเภทอื่น

 

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาล ก่อนรับประทานอาหารทุกครั้งให้สังเกตที่สลากของตัวผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับส่วนประกอบ โดยพยายามเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลให้น้อยที่สุด

 

  1. งดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มีส่วนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

 

  1. พยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวาน เช่น ขนมหวาน ขนมเค้ก คุกกี้ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ขนมคบเคี้ยวต่างๆ เป็นต้น

 

  1. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายสามารถใช้พลังงานได้มากขึ้นและช่วยลดภาวะการดื้ออินซูลิน นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดอาการเครียด ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ควรเลือกการออกกำลังกายที่ไม่หักโหมหรือหนักจนเกินไป

 

  1. ถ้าเป็นไปได้ผู้ป่วยควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดในแต่ละวัน เพราะผู้ป่วยสามารถหาซื้อเครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดได้และตรวจได้เองง่ายๆ ที่บ้าน การทราบถึงระดับน้ำตาลในกระแสเลือดยังมีผลช่วยให้เราระมัดระวังตัวในเรื่องของการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

  1. ควรรักษาความสะอาดของร่างกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณเท้าควรล้างให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง

 

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่านอนดึก การนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางคืนยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายสามารถเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้การพักผ่อนที่เพียงพอยังช่วยทำให้เราไม่รู้สึกอ่อนเพลียมากยิ่งขึ้น

 

  1. ต้องระมัดระวังอย่าให้เท้าเป็นแผลอย่างเด็ดขาด เพราะโดยมากแล้วถ้าร่างกายของเรามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจะมีส่วนทำให้หลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงได้สะดวก จึงส่งผลให้อาจเกิดเนื้อตายและเมื่อเป็นแผลจะทำการรักษาให้หายได้ยาก และมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้สูง เราจึงพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมักถูกตัดขาเป็นประจำ สำหรับวิธีการดูแลรักษาเท้าควรทำดังนี้

– ทำความสะอาดเท้าอย่างสม่ำเสมอ

– ไม่ควรเดินเท้าเปล่า เพราะเสี่ยงกับการเกิดแผล

– ควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้า ไม่รัดแน่นจนเกินไป

– ควรตัดเล็บเท้าให้สั้น แต่ควรระวังไม่ให้ถูกเนื้อเวลาตัด

– ถ้าเกิดแผลที่เท้า หรือเกิดมีฝีหรือหูดเกิดขึ้นควรรีบไปพบแพทย์

 

  1. ผู้ป่วยอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ โดยจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย วิงเวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม รวมทั้งถ้าอาการเป็นมากก็อาจจะเกิดหมดสติ และชักได้ ถ้ารู้สึกว่ากำลังมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นให้ผู้ป่วยรีบรับประทานของหวานในทันที วิธีนี้จะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ให้ดีขึ้นได้

 

โรคเบาหวานอาจจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อเป็นการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงมากจนเกินไป ก็จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดภาวะโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย ดังนั้นสำหรับใครที่รู้ตัวว่าตัวเองมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงควรหันมาใส่ใจดูแลตัวเองในเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้คุณสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ และห่างไกลโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

loading
×