decoration decoration decoration
decoration
leaf leaf leaf leaf leaf
decoration decoration

เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่ติดอันดับต้นๆ ที่พบว่าคนไทยเป็นกันค่อนข้างมากในแต่ละปี และมีแนวโน้มว่าโรคนี้จะมีจำนวนคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นที่มีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เพราะยังสามารถพบผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เป็นจำนวนมากในทั่วโลกเช่นกัน โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เป็นโรคเรื้อรัง แต่เป็นโรคที่สามารถควบคุมได้ถ้าพบตั้งแต่ในช่วงเริ่มแรก โรคเบาหวานยังเป็นโรคที่สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในวัยผู้สูงอายุจะพบได้มากกว่าในวัยอื่น ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องการการเกิดโรคไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เรามาทำความรู้จักและวิธีการรักษาโรคเบาหวานกันก่อนดีกว่า

1.เบาหวาน1

โรคเบาหวานเกิดจากอะไร

โรคเบาหวานเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของตับอ่อนในการสร้างฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “อินซูลิน” โดยตับอ่อนสามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยหรือไม่สามารถสร้างได้เลย สำหรับฮอร์โมนอินซูลินจะมีหน้าที่ต่างๆ ดังนี้ โดยเริ่มจากเมื่อเรารับประทานอาหารเข้าไปโดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งร่างกายจะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลและนำเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นฮอร์โมนอินซูลินที่ผลิตโดยตับอ่อนจะนำน้ำตาลในกระแสเลือดไปยังเซลล์ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายนำไปใช้ได้ต่อไป แต่เมื่อตับอ่อนผลิตอินซูลินออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือผลิตออกมาไม่ได้เลย จะส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมีมากขึ้น เพราะร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ และเมื่อปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจึงเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน

1.เบาหวาน2

ประเภทของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ โรคเบาหวานชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน และชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ซึ่งทั้ง 2 ประเภท จะมีความแตกต่างกันดังนี้

 

  1. โรคเบาหวาน ชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน

เป็นอาการของโรคเบาหวานที่ค่อนข้างรุนแรง สาเหตุส่วนมากจะเกิดจากพันธุกรรม หรือได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย มีผลทำให้ตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรือผลิตได้น้อย จึงทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดน้ำตาลออกจากกระแสเลือดได้ เพราะอินซูลินมีหน้าที่ในการนำน้ำตาลไปใช้ในส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยการเปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นพลังงาน เมื่อตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้หรือผลิตได้น้อยจึงเป็นสาเหตุทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เมื่อบ่อยไว้นานเข้าจึงเกิดเป็นโรคเบาหวาน วิธีรักษาก็คือแพทย์จะทำการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายของผู้ป่วย เพื่อช่วยในการเผาพลาญน้ำตาลในกระแสเลือด

 

  1. โรคเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน

เป็นโรคเบาหวานที่มักพบในผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น แต่ก็สามารถพบได้ในวัยเด็กหรือผู้ที่ยังมีอายุไม่มากได้เช่นกัน สำหรับเบาหวานชนิดนี้จะเกิดจากตับอ่อนของผู้ป่วยยังสามารถผลิตอินซูลินได้บ้าง ทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาพลาญน้ำตาลในกระแสเลือดได้หมด จึงเกิดมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง มีผลทำให้เกิดโรคเบาหวาน สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานในลักษณะนี้อาจจะต้องพึ่งการฉีดอินซูลินเป็นครั้งคราว แต่จะไม่ต้องฉีดบ่อยเหมือนกับผู้ป่วยเบาหวานในประเภทแรก

1.เบาหวาน3

สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานได้ดังนี้

 

  1. เกิดจากกรรมพันธุ์ โดยมีบุคคลในครอบครัว เช่น พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน แต่ไม่จำเป็นจะต้องเป็นทุกคน เพราะบ้างครั้งก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวันของแต่ละคนประกอบด้วย

 

  1. ผู้สูงอายุ เกิดจากเมื่อเราอายุเริ่มมากขึ้น ตับอ่อนจะเริ่มเสื่อมสภาพลงทำให้ความสามารถในการผลิตอินซูลินน้อยลง เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเบาหวานขึ้นได้

 

  1. ความอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติหรือคนอ้วนจะมีไขมันสะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายมากกว่าปกติ จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดการทำงานที่ผิดปกติของเนื้อเยื้อและเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายในการตอบสนองต่ออินซูลิน หรือที่เรียกกันว่าเกิดภาวะดื้ออินซูลิน

 

  1. เป็นโรคเกี่ยวกับตับอ่อน เช่น โรคตับอักเสบ รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เป็นประจำ นอกจากนี้การมีปริมาณไขมันไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดสูงก็เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน

 

  1. ติดเชื้อไวรัสบางชนิด โรคเบาหวานชนิดนี้มักพบว่ามาจากสาเหตุที่เมื่อวัยเด็กเกิดติดเชื้อไวรัสบางชนิด และส่งผลให้เมื่ออายุมากมีโอกาสป่วยเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่าเด็กๆ ที่ไม่ติดเชื้อไวรัส สำหรับเชื้อไวรัสที่ว่าจะได้แก่ คางทูม หัด หัดเยอรมัน เป็นต้น
  2. ใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ ยาบางชนิดที่เราใช้เป็นประจำก็มีผลทำให้ตับเกิดการผลิตน้ำตาลมากขึ้น รวมทั้งยาบางชนิดยังมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินอีกด้วย สำหรับยาที่ทำให้อาจเกิดโรคเบาหวานได้นั้น อาทิเช่น ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิดบางชนิด ยาสเตียรอยด์ เป็นต้น

 

  1. คุณแม่ช่วงตั้งครรภ์ ในระหว่างตั้งครรภ์ ภายในรกจะมีฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่มีผลต่อการทำงานของอินซูลิน ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลินลดน้อยลง จึงมีผลทำให้คุณแม่ในขณะตั้งครรภ์อาจเกิดภาวะของโรคเบาหวานขึ้นได้

1.เบาหวาน4

อาการของโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานเมื่อเป็นแล้วอาจจะไม่แสดงอาการมากนัก โดยเฉพาะผู้ที่ยังมีระดับน้ำตาลในเลือดไม่มาก และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มักไม่ค่อยได้เข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี คุณก็อาจจะไม่ทราบเลยว่าคุณมีระดับน้ำตาลในเลือดมากเกินไปหรือเปล่า ดังนั้นแล้วคุณควรสังเกตอาการต่างๆ ของตัวเองดังต่อไปนี้

 

  1. ปัสสาวะบ่อย และมีปริมาณมาก ปัสสาวะได้ตลอดทั้งวัน รวมทั้งถ้าลองบ่อยปัสสาวะทิ้งไว้อาจมีมดมาตอมปัสสาวะของคุณได้
  2. หิวและกระหายน้ำตลอดเวลา ดื่มน้ำในปริมาณมากแต่ดื่มเท่าไรก็ไม่สามารถช่วยดับกระหายได้
  3. ทานอาหารได้มากขึ้น และหิวบ่อย สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลินจะมีรูปร่างที่อ้วนขึ้น แต่ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานที่ต้องพึ่งอินซูลินจะมีน้ำหนักตัวลดลงแต่จะทานอาหารบ่อยขึ้นและรู้สึกหิวมากขึ้น
  4. คันตามผิวหนัง และเกิดเป็นฝีบ่อย สำหรับคุณผู้หญิงอาจจะรู้สึกคันที่บริเวณช่องคลอด รวมทั้งมีตกขาวมากขึ้นด้วย สาเหตุจะเกิดจากผิวหนังและร่างกายเกิดการติดเชื้อรา นอกจากนี้แล้วแผลที่เป็นมักจะหายช้ากว่าปกติ
  5. มีอาการตาพล่ามัว เนื่องจากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดที่สูงส่งผลให้ร่างกายขับออกทางเลนส์ตา ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงเกิดอาการตาพล่ามัวและเห็นภาพไม่ชัดเจน ถ้าเป็นมากอาจจะมีน้ำที่มีลักษณะเหนียวข้นไหลออกมาจากทางดวงตาได้
  6. คุณแม่ในช่วงตั้งครรภ์ทารกแรกเกิดอาจจะมีน้ำหนักตัวมากกว่า 4 กิโลกรัม รวมไปถึงอาจจะเกิดอาการแท้งบุตรได้เช่นเดียวกัน
  7. รู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรง ปวดขา และชาตามปลายนิ้วมือนิ้วเท้า เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเผาพลาญน้ำตาลเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานได้

1.เบาหวาน5

วิธีในการตรวจหาเบาหวาน

ถ้ารู้สึกสงสัยว่าตัวเองมีอาการต่างๆ ข้างต้น ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจหาเบาหวานให้แน่ใจ โดยแพทย์จะใช้วิธีการเจาะเลือดเพื่อนำไปวัดค่าหาระดับน้ำตาลในเลือด การตรวจหาเบาหวานสามารถทำได้เองง่ายๆ ที่บ้าน เพียงคุณใช้เครื่องสำหรับตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ทำการตรวจคุณก็สามารถทราบค่าระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยตัวเองเช่นกัน

 

วิธีการรักษาโรคเบาหวาน

สำหรับวิธีการหรือแนวทางในการรักษาโรคเบาหวานนั้นแต่ละคนจะแตกต่างกัน โดยแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยโดยดูจากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดและหาแนวทางรักษาที่เหมาะสมต่อไป เช่น

 

– ให้รับประทานยาชนิดเม็ดเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด

– ทำการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนัง

 

การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่เราสามารถควบคุมได้ด้วยวิธีการรับประทานยาหรือการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายตามที่แพทย์แนะนำ แต่การดูแลตัวเองก็มีส่วนช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงหรือคงที่ได้เช่นกัน สำหรับวิธีดูแลตัวเองของผู้ป่วยโรคเบาหวานนั้นสามารถดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้

 

  1. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง หรือถ้าต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกายก็ควรปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ด้วยเช่นกัน

 

  1. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบหลักโภชนาการ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ อย่างครบถ้วน

 

  1. รับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น แต่ให้หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสชาติหวาน

 

  1. ควรควบคุมปริมาณในการบริโภคอาหารประเภทแป้ง หรือคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง แต่ให้หันมารับประทานอาหารประเภทธัญพืชไม่ขัดสีแทน เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ เป็นต้น เพราะอาหารประเภทธัญพืชมีเส้นใยและกากใยสูงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ช้า จึงมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่และไม่สูงขึ้นเหมือนกันบริโภคอาหารประเภทอื่น

 

  1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาล ก่อนรับประทานอาหารทุกครั้งให้สังเกตที่สลากของตัวผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับส่วนประกอบ โดยพยายามเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลให้น้อยที่สุด

 

  1. งดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มีส่วนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

 

  1. พยายามหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีรสชาติหวาน เช่น ขนมหวาน ขนมเค้ก คุกกี้ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ ขนมคบเคี้ยวต่างๆ เป็นต้น

 

  1. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายสามารถใช้พลังงานได้มากขึ้นและช่วยลดภาวะการดื้ออินซูลิน นอกจากนี้การออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ลดอาการเครียด ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แต่ควรเลือกการออกกำลังกายที่ไม่หักโหมหรือหนักจนเกินไป

 

  1. ถ้าเป็นไปได้ผู้ป่วยควรตรวจวัดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดในแต่ละวัน เพราะผู้ป่วยสามารถหาซื้อเครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดได้และตรวจได้เองง่ายๆ ที่บ้าน การทราบถึงระดับน้ำตาลในกระแสเลือดยังมีผลช่วยให้เราระมัดระวังตัวในเรื่องของการรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

  1. ควรรักษาความสะอาดของร่างกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณเท้าควรล้างให้สะอาดและเช็ดให้แห้ง

 

  1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่านอนดึก การนอนหลับพักผ่อนในเวลากลางคืนยังมีส่วนช่วยให้ร่างกายสามารถเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้การพักผ่อนที่เพียงพอยังช่วยทำให้เราไม่รู้สึกอ่อนเพลียมากยิ่งขึ้น

 

  1. ต้องระมัดระวังอย่าให้เท้าเป็นแผลอย่างเด็ดขาด เพราะโดยมากแล้วถ้าร่างกายของเรามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานจะมีส่วนทำให้หลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน ทำให้เลือดไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงได้สะดวก จึงส่งผลให้อาจเกิดเนื้อตายและเมื่อเป็นแผลจะทำการรักษาให้หายได้ยาก และมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้สูง เราจึงพบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานมักถูกตัดขาเป็นประจำ สำหรับวิธีการดูแลรักษาเท้าควรทำดังนี้

– ทำความสะอาดเท้าอย่างสม่ำเสมอ

– ไม่ควรเดินเท้าเปล่า เพราะเสี่ยงกับการเกิดแผล

– ควรเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้า ไม่รัดแน่นจนเกินไป

– ควรตัดเล็บเท้าให้สั้น แต่ควรระวังไม่ให้ถูกเนื้อเวลาตัด

– ถ้าเกิดแผลที่เท้า หรือเกิดมีฝีหรือหูดเกิดขึ้นควรรีบไปพบแพทย์

 

  1. ผู้ป่วยอาจจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำขึ้นได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาหรือฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ โดยจะมีอาการหน้ามืด ตาลาย วิงเวียนศีรษะ คล้ายจะเป็นลม รวมทั้งถ้าอาการเป็นมากก็อาจจะเกิดหมดสติ และชักได้ ถ้ารู้สึกว่ากำลังมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นให้ผู้ป่วยรีบรับประทานของหวานในทันที วิธีนี้จะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ให้ดีขึ้นได้

 

โรคเบาหวานอาจจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่เราสามารถดูแลตัวเองเพื่อเป็นการช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงมากจนเกินไป ก็จะเป็นวิธีที่สามารถช่วยลดภาวะโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกด้วย ดังนั้นสำหรับใครที่รู้ตัวว่าตัวเองมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงควรหันมาใส่ใจดูแลตัวเองในเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้คุณสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ และห่างไกลโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

LEAVE A REPLY

loading
×